Eco-Efficiency: แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน

จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยส่งผลให้เกิดการลงทุนทั้งจากภายในและภายนอกประเทศที่เพิ่มมากขึ้น    และโดยเฉพาะในส่วนของภาคอุตสาหกรรมนั้น คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้น  ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับระบบสิ่งแวดล้อมได้  โดยมักพบว่าการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมามักเป็นการดำเนินการที่ปลายเหตุ รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ราคาแพงมาใช้  ซึ่งต่อมาพบว่าการแก้ไขปัญหาในลักษณะที่ว่านี้ ได้เกิดการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม   ราคาที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ ก็เป็นเหตุให้ไม่เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรม


ในปัจจุบัน ได้มีการพยายามนำหลักการและแนวคิดในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่เรียกว่า ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-Efficiency) โดยหลักการเชิงทฤษฎีที่ว่านี้ คำนึงถึงองค์ประกอบหลักที่สำคัญคือ การสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการปกป้องรักษาระบบนิเวศไปพร้อมๆกัน ด้วยวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยมลพิษซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม  และภายใต้การดำเนินงานตามหลักการ ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ(Eco-Efficiency) ดังกล่าวนี้ โครงการ “การวิเคราะห์ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของกลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดจังหวัดระยอง”    โดยมี ดร.กิติกร จามรดุสิต สังกัดศูนย์วิจัยและฝึกอบรมนิเวศวิทยาอุตสาหกรรม คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหัวหน้าโครงการ จึงได้มุ่งเน้นการศึกษาวิจัย เพื่อจัดทำข้อมูลสถานะประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดระยอง 

 

จากการดำเนินงานของโครงการวิจัยที่ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2549 เพื่อดำเนินงานเก็บรวมรวมข้อมูลพื้นฐานต่างๆ จากข้อมูลทุติยภูมิ และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับตัวแทนองค์กรธุรกิจแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำการศึกษา ข้อมูลตัวชี้วัดแบบทั่วไป และข้อมูลตัวชี้วัดแบบเฉพาะธุรกิจที่จะทำการเก็บรวบรวมเบื้องต้น เช่น  ปริมาณของสินค้าและการบริการที่ผลิตและจัดหาให้แก่ลูกค้า ปริมาณยอดขายรวม มูลค่าเพิ่มของการผลิตหรือกำไรสุทธิ ปริมาณการใช้พลังงาน (ไฟฟ้าและเชื้อเพลิง) ปริมาณการใช้น้ำ ปริมาณของเสีย (กากของเสียอันตรายและกากของเสียไม่อันตราย) และปริมาณการปล่อยอากาศเสีย (SO2 และ NOx) แยกตามประเภทของกลุ่มอุตสาหกรรมภายในเขตพัฒนาอุตสาหกรรมพื้นที่มาบตาพุด ทำให้ได้สถานะประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดซึ่งพิจารณาจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจควบคู่กับตัวชี้วัดการใช้ทรัพยากร 

 

ผลที่เกิดขึ้น พบว่า โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ฯ ได้นำแนวคิดไปประยุกต์ใช้   อาทิเช่น บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอร์ จำกัด ได้สร้างหน่วยบำบัดก๊าซโพรไพลีนที่ผ่านกระบวนการผลิตและต้องเผาทิ้ง (Purify system unit) มาทำให้สะอาดก่อนขายต่อให้บริษัท พีทีทีเคม จำกัด เพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบและกลับมาขายให้เอ็ชเอ็มซีอีกครั้ง รายได้ที่เกิดจากการขายก๊าซโพรไพลีนที่ผ่านการบำบัดแล้วช่วยลดต้นทุนในการซื้อวัตถุดิบได้เกือบร้อยละ 50  นอกจากนี้เอ็ชเอ็มซียังได้ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำน้ำจากระบบหล่อเย็นกลับมาใช้ใหม่ (Reversed osmosis unit) ทำให้ลดปริมาณน้ำเสียและค่าใช้จ่ายในการบำบัด ตัวอย่างการดำเนินงานนี้ได้ประโยชน์ถึง 3 ประการ (3 E) คือ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ได้ช่วยลดการปล่อยมลพิษ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำเสีย  ในด้านเศรษฐกิจ (Economic) เกิดรายได้จากการขายของเสียและลดค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบ  ส่วนด้านพลังงาน (Energy) ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต ประโยชน์ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการได้เปลี่ยนมุมมองจากการใช้งบประมาณเพื่อการบำบัดของเสียเป็นการลงทุนหน่วยที่สามารถนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ (Recovery unit) ซึ่งนอกจะช่วยลดของเสีย ลดต้นทุนในการซื้อวัตถุดิบแล้ว ยังเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่อีกด้วย จึงพิสูจน์ให้เห็นตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในการใช้หลักคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรม

 

ยิ่งไปกว่านั้น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้เล็งเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อสังคมโดยรวมจึงได้จัดพิมพ์หนังสือ “Eco-Efficiency : แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน” โดยใช้องค์ความรู้และประสบการณ์จากการดำเนินงานวิจัยของโครงการ ในการเผยแพร่ความรู้แนวทางการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-Efficiency) เพื่อแจกจ่ายสู่สาธารณะในภาคอุตสาหกรรมและผู้สนใจทั่วไป   เนื้อหาของหนังสือประกอบด้วย

 

แนวคิดประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

การสร้างความร่วมมือกับพนักงานภายในโรงงานหรือองค์กร

การซ่อมบำรุงและเพิ่มสมรรถนะอุปกรณ์ภายในกระบวนการผลิต

การเริ่มต้นหรือปรับปรุงกระบวนการใช้ใหม่ภายในองค์กร

การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ

การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

การเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง

การส่งเสริมการใช้สินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่การผลิตสินค้า

การนำเสนอสู่นโยบายขององค์กร